วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ตอบคำถามความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสาร

1.อธิบายความหมายของระบบสื่อสาร
ตอบ กระบวนการถ่ายทอดข้อมูลโดยผ่านช่องทาง หรือสื่อระหว่างผู้ส่งและผู้รับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยผ่านช่องทางต่างๆ แบบเป็นระบบซึ่งจะเป็นไปตามรูปแบบของการสื่อสารคือ

    ผู้ส่ง  = สาร =>  สื่อหรือช่องทางในการนำสาร  =>  ผู้รับหรือกลุ่มเป้าหมาย  =>  ผล  =>  ข้อมูลย้อน
กลับ => ผู้ส่ง ........




2. บอกองค์ประกอบของการสื่อสาร
ตอบ  ผู้ส่งข้อมูล (Sender) ทำหน้าที่ส่งข้อมูล 
         ผู้รับข้อมูล (Receiver) ทำหน้าที่รับข้อมูล 
         ข้อมูล (Data) ข้อมูลที่ผู้ส่งข้อมูลต้องการส่งไปยังผู้รับข้อมูล อาจอยู่ในรูปของข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว 
         สื่อนำข้อมูล (Medium) ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการขนถ่ายข้อมูล เช่น สายเคเบิล ใยแก้วนำแสง อากาศ 

         โปรโตคอล (Protocol) กฎหรือวิธีที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการสื่อสารข้อมูลในรูปแบบตามวิธีการสื่อสารที่ตกลง กันระหว่าง ผู้ส่งข้อมูล กับ ผู้รับข้อมูล  

3. อธิบายวิธีการและลักษณะการส่งสัญญาณข้อมูล
ตอบ  การส่งสัญญาณข้อมูล คือ การส่งข้อมูลจากเครื่องส่งหรือผู้ส่ง ผ่านสื่อกลางไปยังเครื่องรับหรือผู้รับ สัญญาณที่ใช้ส่งก็ได้แก่ สัญญาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สัญญาณเสียง หรือแสงก็ได้ ลักษณะการส่งมี3แบบ

    1. แบบทิศทางเดียวหรือซิมเพล็กซ์ (One-way หรือ Simplex)
เป็นการส่งข้อมูลในทิศทางเดียว คือข้อมู่ลถูกส่งไปในทางเดียว เช่น สถานีวิทยุกระจายเสียง การแพร่ภาพทางโทรทัศน์
    2. แบบกิ่งทางคู่หรือครึ่งดูเพล็กซ์ (Half-Duplex)
เป็นการส่งข้อมูลแบบสลับการส่งและรับข้อมูลไปมา จะทำในเวลาเดียวกันไม่ได้ เช่น การใช้วิทยุสื่อสาร คือจะต้องสลับกันพูด เพราะจะต้องกดปุ่มก่อนแล้วจึงจะสามารถพูดได้
    3. แบบทางคู่หรือดูเพล็กซ์เต็ม (Full - Duplex )
เป็นการส่งข้อมูลแบบที่สามารถส่ง และรับข้อมูลได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้ทำให้การทำงานเร็วขึ้นมาก เช่นการพูด ทางโทรศัพท์ ลักษณะของวิธีการสื่อสาร

4.สื่อกลางที่จะนำมาใช้ในการเชื่อมต่อระบบสื่อสารให้สามารถสื่อสารได้
ตอบ  ตัวกลางหรือสายเชื่อมโยง เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และอุปกรณ์นี้ยอมให้ข่าวสารข้อมูลเดินทางผ่าน จากผู้ส่งไปสู่ผู้รับ สื่อกลางที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลมีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทมความแตกต่างกันในด้านของปริมาณข้อมูล ที่สื่อกลางนั้น ๆ สามารถนำผ่านไปได้ในเวลาขณะใดขณะหนึ่ง การวัดปริมาณหรือความจุในการนำข้อมูลหรือ ที่เรียกกันว่าแบบด์วิดท์ (bandwidth) มีหน่วยเป็นจำนวนบิตข้อมูลต่อวินาที (bit per second : bps) ลักษณะของตัวกลางต่างๆ มีดังต่อไปนี้
  1.สายทองแดงแบบไม่หุ้มฉนวน (Unshield Twisted Pair)
  
2.สายทองแดงแบบหุ้มฉนวน (Shield Twisted Pair)
  3.สายโคแอคเชียล (Coaxial) 

  4.ใยแก้วนำแสง (Optic Fiber)


5.บอกอุปกรณ์ที่สามารถใช้ในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ได้อย่างเหมาะสม

ตอบ  ฮับ หรือ รีพีทเตอร์ (Hub, Repeater)
         เป็นอุปกรณ์ที่ทวน และขยายสัญญาณ เพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ให้ได้ระยะทางที่ยาวไกลขึ้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนและหลัง การรับ-ส่ง และไม่มีการใช้ซอฟท์แวร์ใดๆ มาเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ชนิดนี้ การติดตั้งจึงทำได้ง่าย ข้อเสียคือ ความเร็วในการส่งข้อมูล จะเฉลี่ยลดลงเท่ากันทุกเครื่อง เมื่อมีคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อมากขึ้น
สวิทช์ หรือ บริดจ์ (Switch, Bridge)
       เป็นอุปกรณ์สำหรับเชื่อมต่อ เครือข่ายท้องถิ่น หรือ แลน (LAN) ประเภทเดียวกัน ใช้โปรโตคอลเดียวกัน สองวงเข้าด้วยกัน เช่น ใช้เชื่อมต่อ อีเธอร์เน็ตแลน (Ethernet LAN) หรือ โทเคนริงก์แลน (Token Ring LAN) ทั้งนี้ สวิทช์ หรือ บริดจ์ จะมีความสามารถในการเชื่อมต่อ ฮาร์ดแวร์ และตรวจสอบข้อผิดพลาด ของการส่งข้อมูลได้ด้วย ความเร็วในการส่งข้อมูล ก็มิได้ลดลง และติดตั้งง่าย
เร้าเตอร์ (Router)
        เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานคล้าย สวิทช์ แต่จะสามารถเชื่อมต่อ ระบบที่ใช้สื่อ หรือสายสัญญาณต่างชนิดกันได้ เช่น เชื่อมต่อ อีเธอร์เน็ตแลน(Ethernet LAN) ที่ส่งข้อมูลแบบ ยูทีพี (UTP: Unshield Twisted Pair) เข้ากับ อีเธอร์เน็ตอีกเครือข่าย แต่ใช้สายแบบโคแอ็กเชียล(Coaxial cable) ได้ นอกจากนี้ยังช่วยเลือก หรือกำหนดเส้นทางที่จะส่งข้อมูลผ่าน และแปลงข้อมูลให้เหมาะสมกับการนำส่ง แน่นอนว่าการติดตั้งย่อมยุ่งยากมากขึ้น

  


วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการตกแต่งภาพให้สวยงาม

ลักษณะ          เป็นรูปภาพ 
จุดประสงค์     เพื่อให้ผู้ใช้พัฒนารูปภาพได้หลายรูปแบบ
                       เพื่อช่วยสนับสนุนให้ออกแบบได้อย่างไม่มีขีดจำกัด 

                       เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้รู้จักคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ
ขั้นตอนการทำ

                       (แนะนำ ควรใช้โปรแกรม  Photoshop) 
                     1.เปิดโปรแกรม Photoshop ขึ้นมา 
                     2.เริ่มจากเปิดภาพที่ต้องการปรับ Leves
                     3.จากนั้นหากต้องการ Resize ให้ Resize ก่อนแล้วจึงมาเริ่มปรับ Unsharp Mask โดยไปที่

Filter> Sharpen> Unsharp Mask ซึ่งในส่วนของ Sharpen มีให้ปรับอยู่หลายส่วน  เราจะเลือกปรับในส่วนของ Unsharp Mask

                     4. Unsharp Mask มีส่วนให้ปรับอยู่ 3 ส่วนคือ Amount, Radius, Threshold   Amount มีค่าจาก 
0-500% จะเป็นการเพิ่มความต่างหรือความเข้มของโทนสีตรงเส้นขอบ  เพื่อให้ดูคมชัดขึ้น ซึ่งหากมีค่า
มาก ก็จะเห็นบริเวณที่เป็นเส้นขอบชัดขึ้น


                     Radius มีค่าตั้งแต่ 0.1-250 เป็นการเพิ่มขนาดเส้นขอบของแต่ละโทนสี ว่าจะให้มีรัศมีกี่ 
Pixels ถ้าหากปรับมากเกินไปจะเห็นเส้นของขอบชัดมากขึ้น
                     Threshold มีค่าจาก 0-255 ในส่วนของ Threshold เข้าใจว่าเป็นการลดการทำงานของ Unsharp Mask เพื่อลดความต่างของเส้นขอบ ค่ายิ่งมาก ภาพจะแสดงเฉพาะส่วนที่มีความต่างของเส้นขอบมากเท่านั้น
                      5. ส่วนวิธีการปรับควรเริ่มปรับจาก Radius ก่อน ตามด้วย Amount และ Threshold ส่วนจะปรับค่าเท่าไรจึงจะเหมาะสม ก็ขึ้นอยู่กับภาพที่เรานำมาทำ และความชำนาญของแต่ละคน ซึ่งแต่ละคนอาจจะมองแตกต่างกันว่าเท่านี้สวยแล้วหรือยัง แต่หลักๆ การปรับก็ให้ดูว่าต้องไม่มีเส้นแตก ขอบที่แข็งจนเกินไป   เงาซ้อนในภาพหรือ Noise ต่างๆ ซึ่งภาพในแต่ละภาพก็มีความต้องการการปรับในแต่ละส่วนแตกต่างกันไป
                    6.โดยปกติที่ปรับจะปรับแค่ Radius=1 กับ Amount=50 เป็นค่าน้อยสุด ค่า Amount หากน้อยกว่า 50 ก็แทบไม่เห็นความแตกต่างเท่าไร
                    7. การดูภาพ Preview ควรปรับเป็น 100%
                     
                    8.จากการปรับ Level และ Unsharp Mask ภาพจะสว่างและคมชัดขึ้น เส้นขอบจะชัดขึ้นเห็น
ได้ชัดเจนจากรูปดอกไม้ด้านบน ซึ่งหากปรับค่ามากไป ก็อาจจะทำให้ดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติ
                    9. ดังนั้นจึงควร ปรับภาพให้ได้ความธรรมชาติและเหมือนจริงมากที่สุด เพื่อความเป้ความเป็นธรรมชาติ
                  10. สุดท้ายผู้ใช้ก็จะได้ภาพตกแต่งที่คมชัดเหมือนจริงและเป็นธรรมชาติ ดูสวยงาม เหมาะสม
แก่การที่จะนำไปใช้ในการทำงานต่่างๆต่อไปได้


วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

1. ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เข้ามามีบทบาทในด้านใดบ้างจงยกตัวอย่างพร้อมข้อมูล ประกอบ 2. ประโยชน์จากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศในงานด้านต่างๆ ยกตัวอย่างพร้อมข้อมูลประกอบ

*1. ตอบด้านการติดต่อสื่อสารระบบโทร คมนาคม ต่าง ๆ  เช่น  วิทยุ โทรทัศน์  วิทยุกระจายเสียง โทรศัพท์ โทรเลข โทรสารและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั้งระยะใกล้และระยะไกล  โดยเน้นด้านการใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรน้อยลง และยังสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานของบุคลากรได้เป็นอย่างดี ประหยัด สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
*ยกตัวอย่าง เช่น : ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันจะใช้ฮาร์ดแวร์มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพการใช้งานที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของอุปกรณ์ลดลง 
                           ด้านเทคโนโลยีฐานข้อมูล การประมวลผลและเรียกใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีแนวโน้มที่จะนำฐานข้อมูลเชิงวัตถุและฐานข้อมูลหลายมิติมาใช้งานทางธุรกิจร่วมกับเทคโนโลยีโกดังและเหมืองข้อมูลอีกด้วย
                          ด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ เป็นส่วนประกอบทางธุรกรรมทางการค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การสับเปลี่ยนข้อมูล  โซ่อุปทาน การขายปลีกทางอิเล็กทรอนิกส์ การพาณิชย์แบบเคลื่อนที่ และแบบร่วมมือ 
                          ด้านการรับชำระหนี้ค่าสินค้าหรือบริการ มีความร่วมมือระหว่างธนาคารและองค์กร ห้างร้านทั่วไป ใช้บัตรเครดิต เดบิต ในการโอนเงิน หรือเช็คผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์
                          ด้านความมั่นคงของระบบข้อมูล ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ร่วมกับเครือข่ายข้อมูลติดตั้งกำแพงป้องกันการบุกรุกของซอฟต์แวร์ต่อต้านไวรัส หรือใช้รหัสผ่าน สแปม ช่วยกลั่นกรองอีเมลขยะที่ไม่มีประโยชน์
                         ด้านเทคโนโลยีไร้สาย เคลื่อนย้ายข้อมูลคอมพิวเตอร์จากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งผ่านทางคลื่นอากาศ โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายไฟ หรือสายโทรศัพท์
ด้านการสื่อสาร ใช้ส่งอีเมล ข้อความถึงกันและไปรษณีย์เสียง ข่าวสารแบบกรณีตัวอย่าง ได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกมาก
รูปภาพ ฮาร์ดแวร์

2. ตอบ สามารถให้ประโยชน์ได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 
ยกตัวอย่าง เช่น : ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องเอาระบบสื่อสารมาประยุกต์ใช้เพื่อแข่งกับเวลา เช่นการควบคุมเปิดปิดไฟฟ้าในบ้านผ่านโทรศัพท์ ควบคุมระบบปรับอากาศ ตรวจสอบหมายเลขเรียกเข้าโทรศัพท์ภายในบ้าน 
                           ด้านสังคม ทำให้เกิดความเท่าเทียม มีการเรียนรู้อย่างทั่วถึง เช่น แพทย์สามารถให้การรักษาพยาบาลกับผู้ป่วยได้โดยการตรวจสอบอาการผ่านกล้องวีดีโอจากระบบอินเทอร์เน็ต
                           ด้านการศึกษา ประโยชน์ต่อการเรียนการสอนในโรงเรียน  เช่น เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ค้นข้อมูลข่าวสารต่างๆได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น
                           ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ป่า เขา แม่น้ำ และทะเลถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์ จึงต้องใช้เทคโนโลยีในการเก็บข้อมูล ใช้ภาพถ่ายทางอากาศจากดาวเทียมตรวจสอบสภาพการถูกทำลาย ทำให้ทราบว่าอยู่ในเขตใดของพื้นที่สงวน การตรวจวัดคุณภาพของแม่น้ำและทะเล ตลอดจนมลภาวะทางอากาศด้วย
                           ด้านประเทศ คือ ป้องกันประเทศมีระบบการเฝ้าระวังการถูกรุกรานที่ควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์
                           ด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม การจำหน่ายสินค้ามีการแข่งขันกันมาก ต้องใช้เทคโนโลยีช่วยผลิตสินค้าให้ได้จำนวนมากและราคาถูกลง เพื่อที่จะกระจายสินค้าและบริการไปยังลูกค้า ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

คอมพิวเตอร์เป็นสื่อการเรียนรู้ที่สำคัญ